หน้าแรก

บทความ

องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น สืบสานภูมิปัญญาเส้นทางผ้าไหม จากใบหม่อนสู่ผืนผ้ามัดหมี่สีธรรมชาติ ของกลุ่มทอผ้าไหมทอแสงผีเสื้อ บ้านหนองแวง

ตุลาคม 29, 20261 0

องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

สืบสานภูมิปัญญาเส้นทางผ้าไหม

จากใบหม่อนสู่ผืนผ้ามัดหมี่สีธรรมชาติ ของกลุ่มทอผ้าไหมทอแสงผีเสื้อ บ้านหนองแวง

แม่นิ่ม (นางทองปิ่น มาบุดา) ตัวแทนกลุ่มทอผ้าไหมทอแสงผีเสื้อ กับเส้นไหมมัดหมี่ที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ
แม่นิ่ม (นางทองปิ่น มาบุดา) ตัวแทนกลุ่มทอผ้าไหมทอแสงผีเสื้อ กับเส้นไหมมัดหมี่ที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ

ผ้าไหมมัดหมี่หนึ่งผืนไม่ได้เริ่มต้นที่กี่ทอผ้า แต่เริ่มจากใบหม่อนในแปลง ผ่านหนอนไหมนับพันตัวที่ต้องดูแลราวกับลูกหลานเกือบหนึ่งเดือน ผ่านมือที่สาว ฟอก มัด และย้อมเส้นไหมทีละขั้นด้วยความอดทน กว่าจะกลายเป็นผืนผ้าที่มีทั้งความงามและเรื่องราว

บทความนี้จะพาไปรู้จักเส้นทางนั้นผ่านเรื่องเล่าของกลุ่มทอผ้าไหมทอแสงผีเสื้อ ชุมชนที่ยังรักษาวงจรการผลิตผ้าไหมแบบครบวงจรไว้ได้จนถึงปัจจุบัน พร้อมย้อนมองสายใยระหว่างผ้าไหมไทยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทำให้ภูมิปัญญาจากชนบทกลายเป็นมรดกที่คนทั้งชาติภาคภูมิใจ

ทำไมต้อง “ทอแสงผีเสื้อ”

แม่นิ่ม (นางทองปิ่น มาบุดา) ตัวแทนของกลุ่ม เล่าเรื่องที่ได้ฟังต่อกันมาจากคนเฒ่าคนแก่ว่า ในอดีตชาวบ้านเลี้ยงหนอนไหมกันเป็นจำนวนมาก แต่ยังขาดความรู้ในการยับยั้งวงจรชีวิตของดักแด้ ตัวไหมในรังจึงฟักออกมาเป็นผีเสื้อ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตัวบี้” บินว่อนเต็มบ้านเรือน

เมื่อกลุ่มทอผ้าได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง ชุมชนจึงนำคำว่า “ผีเสื้อ” มาตั้งเป็นชื่อกลุ่มเพื่อเก็บรักษาความทรงจำนั้นไว้ และยังถ่ายทอดออกมาเป็น“ลายผีเสื้อ” ลวดลายผ้าไหมที่เป็นเอกลักษณ์ประจำกลุ่มมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันกลุ่มทอผ้าไหมทอแสงผีเสื้อเป็นหนึ่งในกลุ่มทอผ้าไหมบ้านหนองแวงที่โดดเด่นด้วยภูมิปัญญาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบดั้งเดิม และยังรักษาการผลิตไว้ครบทุกขั้นตอนด้วยมือของคนในชุมชนเอง

ไหมไทย สายใยแห่งพระมหากรุณาธิคุณ

หากจะกล่าวถึงผ้าไหมไทยในวันนี้ ย่อมไม่อาจละเลยพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเห็นคุณค่าของผ้าทอพื้นบ้านตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นเพียงผ้าที่ชาวบ้านทอไว้ใช้เองในครัวเรือน และทรงส่งเสริมจนกลายเป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัวได้ทั่วประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติถวายพระสมัญญา “พระมารดาแห่งไหมไทย” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เส้นทางพระราชกรณียกิจด้านหม่อนไหม

พ.ศ. 2513
ทรงพบว่าชาวบ้านในจังหวัดนครพนมทอผ้าไหมมัดหมี่ไว้ใช้เองแทบทุกครัวเรือน จึงทรงส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมเป็นอาชีพเสริม
พ.ศ. 2519
ทรงก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เพื่อสร้างรายได้เสริมแก่ราษฎรในถิ่นทุรกันดาร และพัฒนางานทอผ้าให้ได้มาตรฐาน
พ.ศ. 2548
จัดตั้งสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ (11 สิงหาคม)
พ.ศ. 2552
จัดตั้งกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (4 ธันวาคม)
พ.ศ. 2555
คณะรัฐมนตรีถวายพระสมัญญา “พระมารดาแห่งไหมไทย” และพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ
พ.ศ. 2568
เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93 ทรงทิ้งมรดกด้านผ้าไทยไว้ให้แผ่นดิน

สายใยนี้เชื่อมมาถึงบ้านหนองแวงโดยตรง เพราะ ไข่ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม ที่กลุ่มใช้เลี้ยงได้รับมาจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดสระบุรี ในสังกัดกรมหม่อนไหม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานหม่อนไหมของประเทศสืบต่อจากพระราชปณิธานของพระองค์

จากไข่ไหมสู่รังไหม

วงจรการสร้างสรรค์ผ้าไหมมัดหมี่ทอมือของบ้านหนองแวงเริ่มจากการเลี้ยงหนอนไหม ส่วนใหญ่ใช้ ไข่ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม ซึ่งให้รังใหญ่และเส้นไหมยาว หนอนไหมจะเติบโตผ่านการลอกคราบ 4 ครั้ง แบ่งเป็น 5 วัย ตลอดช่วงนี้ต้องให้ใบหม่อนสดอย่างสม่ำเสมอ

การเลี้ยงหนอนไหมวัย 1 ถึงวัย 5

ระยะระยะเวลาโดยประมาณการดูแล
วัย 13–4 วันเริ่มจากไข่ไหมที่ฟักเป็นตัว ให้กินใบหม่อนอ่อน เลี้ยงใน 1 กระด้ง
วัย 2–33–4 วันขยายกระด้งตามขนาดตัวที่โตขึ้น จาก 1 เป็น 2, 4 และ 8 กระด้ง
วัย 44–5 วันขยายเป็นประมาณ 10–12 กระด้ง
วัย 55–6 วันวัยที่กินมากที่สุด ขยายจนถึง 24–26 กระด้ง
รวมประมาณ 18–20 วันจนหนอนไหม “สุก” พร้อมเข้าจ่อ
หนอนไหมวัยแรกบนใบหม่อน
หนอนไหมวัยแรกบนใบหม่อน
หนอนไหมวัยโตในกระด้ง
หนอนไหมวัยโตในกระด้ง

เข้าจ่อ: หนอนไหมสร้างรัง

เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 18–20 วัน หนอนไหมจะ “สุก” สังเกตได้จากลำตัวที่ใสขึ้นและเปลี่ยนสี (ชาวบ้านเรียกว่าตัวเริ่ม “แดง”) และหยุดกินใบหม่อน จากนั้นจึงนำขึ้น “จ่อ” ซึ่งเป็นโครงไม้ไผ่สานขนาดประมาณ 1.50–1.80 เมตร ให้หนอนไหมพ่นใยสร้างรัง

วันที่ 1–3
หนอนไหมพ่นเส้นใยสร้างรังห่อหุ้มตัวเอง
วันที่ 4
หนอนไหมลอกคราบกลายเป็นดักแด้อยู่ภายในรัง
วันที่ 5
เก็บรังไหมออกจากจ่อ เพื่อเตรียมสาวไหม
รังไหมสีเหลืองทองในจ่อ
รังไหมสีเหลืองทองในจ่อ

💡 นวัตกรรมง่าย ๆ ที่แก้ปัญหาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า

ปัญหา “ผีเสื้อบินเต็มบ้าน” ในอดีต วันนี้ชุมชนแก้ได้ด้วยวิธีที่เรียบง่าย คือ นำรังไหมใส่ถังน้ำแข็ง เพื่อชะลอหรือยับยั้งไม่ให้ดักแด้ฟักเป็นผีเสื้อ ทำให้มีเวลาสาวไหมได้ครบโดยรังไม่เสียหาย เพราะหากผีเสื้อเจาะรังออกมา เส้นไหมจะขาดเป็นท่อน ๆ จนสาวต่อไม่ได้

จากรังไหมสู่เส้นไหมมัดหมี่

1การสาวไหม

ดึงเส้นไหมออกจากรังไหมทีละหลายรังพร้อมกัน โดยต้มรังไหมในน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 80–90 องศาเซลเซียส เพื่อให้กาวไหมอ่อนตัวและคลายเส้นใยออก ปัจจุบันกรมหม่อนไหมสนับสนุน เครื่องสาวไหมไฟฟ้า ที่ช่วยให้สาวไหมได้สะดวก รวดเร็ว และแยกดักแด้ออกได้ง่ายขึ้น โดยเครื่องหนึ่งสาวเส้นไหมได้วันละประมาณ 1 กิโลกรัม

รังไหมในหม้อต้มระหว่างการสาว
รังไหมในหม้อต้มระหว่างการสาว
เส้นไหมดิบสีเหลืองที่สาวได้
เส้นไหมดิบสีเหลืองที่สาวได้

2การกรอไหม

นำเส้นไหมที่สาวได้มากรอด้วย “เล่ง” เพื่อให้เส้นไหมเรียงตัวเป็นระเบียบ ไม่พันกันยุ่งเหยิง และดึงใช้งานในขั้นตอนต่อไปได้ง่าย

การกรอเส้นไหมด้วยเล่ง
การกรอเส้นไหมด้วยเล่ง

3การลอกกาวไหม (ฟอกไหม)

นำเส้นไหมไปต้มในน้ำด่าง เช่น สารละลายโซดาแอช (Soda ash) ร่วมกับสบู่ เพื่อล้างกาวไหม (เซริซิน) ที่เคลือบเส้นใยออก เส้นไหมจะนุ่ม เงางาม และเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีขาวนวล ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะหากลอกกาวไม่หมด สีย้อมจะเกาะอยู่ที่กาว และหลุดออกเมื่อซัก ทำให้ผ้าตกสีได้

4การกวักและมัดหมี่

นำเส้นไหมไปกวัก แล้วขึงบนโฮงมัดหมี่ จากนั้น มัดด้วยเชือกตามรหัสลายที่กำหนดไว้ ส่วนที่ถูกมัดจะกันไม่ให้สีย้อมซึมเข้าไป เมื่อแกะเชือกออกภายหลังจึงเกิดเป็นลวดลาย หัวใจของผ้ามัดหมี่จึงอยู่ที่ความแม่นยำของช่างมัดในขั้นตอนนี้

มัดหมี่ด้วยเชือกทีละช่วง
มัดหมี่ด้วยเชือกทีละช่วง
ลวดลายที่เริ่มปรากฏบนโฮงมัดหมี่
ลวดลายที่เริ่มปรากฏบนโฮงมัดหมี่

5การย้อมสีธรรมชาติ

เส้นไหมที่มัดหมี่แล้วจะถูกนำไปย้อมด้วยสีจากวัตถุดิบในท้องถิ่น พืชแต่ละชนิดให้เฉดสีแตกต่างกัน และยังนำมาผสมกันเพื่อให้เกิดสีใหม่ได้อีกด้วย

วัตถุดิบจากธรรมชาติเฉดสีที่ได้
ฝักคูนอ่อน / ฝักคูนแห้งเหลืองสดใส จนถึงเหลืองเข้ม
ใบมะพูดเหลืองธรรมชาติ
ใบแก้ว ผสมใบสาบเสือเขียว
ครั่ง (ผสมใบมะพูดหรือฝาง)แดง ชมพู หรือส้ม
หมักโคลน (เส้นไหมที่ย้อมครั่งแล้ว)เทาเข้ม หรือดำนุ่มนวล
มะม่วงหาวมะนาวโห่ + ดอกอัญชัน + สารส้มม่วง
เส้นไหมมัดหมี่หลังย้อมสีธรรมชาติ
เส้นไหมมัดหมี่หลังย้อมสีธรรมชาติ
เส้นไหมย้อมโทนเข้มเผยลวดลายจุด
เส้นไหมย้อมโทนเข้มเผยลวดลายจุด

6ปั่นหลอดใส่กระสวย

เมื่อย้อมสีเสร็จ จะแกะเชือกมัดหมี่ออก นำเส้นไหมใส่กง ปั่นใส่หลอด แล้วบรรจุลงกระสวย พร้อมสำหรับการทอ

หลอดเส้นไหมหลากสีที่พร้อมใส่กระสวย
หลอดเส้นไหมหลากสีที่พร้อมใส่กระสวย

7ทอเป็นผืนผ้า

ช่างทอจะพุ่งกระสวยผ่านเส้นยืนทีละเส้นและจัดให้ลวดลายมัดหมี่เรียงต่อกันพอดี ผ้าหนึ่งผืนจึงรวมความชำนาญของทุกขั้นตอนก่อนหน้าไว้ด้วยกัน

การทอผ้าไหมด้วยกี่พื้นบ้าน
การทอผ้าไหมด้วยกี่พื้นบ้าน

สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

รายได้จากการเลี้ยงไหมและทอผ้าทำให้คนในชุมชนอยู่ได้โดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐาน และยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นไปพร้อมกัน นอกจากผืนผ้าแล้ว กลุ่มยังจำหน่ายเส้นไหมและผลพลอยได้จากการสาวไหมได้อีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ราคาโดยประมาณ
ผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติ3,000–3,500 บาท / ผืน
เส้นไหมไทยพื้นบ้าน2,500 บาท / กิโลกรัม
เส้นไหมพันธุ์ไทยลูกผสม2,000 บาท / กิโลกรัม
ดักแด้ (ผลพลอยได้ จำหน่ายเป็นอาหาร)150 บาท / กิโลกรัม

ไหมไทยพื้นบ้าน กับไหมพันธุ์ไทยลูกผสม ต่างกันอย่างไร

ลักษณะไหมไทยพื้นบ้าน (ไหมบ้าน)ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม
ขนาดหนอน / รังตัวเล็ก รังเล็กตัวใหญ่ รังใหญ่
เส้นไหมเส้นสั้นกว่า นิยมสาวมือลงกระบุง ชาวบ้านเรียกกันว่า “ไหม GI”เส้นยาวและได้ปริมาณมากกว่า
ราคาเส้นไหมสูงกว่า ประมาณ 2,500 บาท/กก.ประมาณ 2,000 บาท/กก.
การขยายพันธุ์ปล่อยให้ฟักเป็นผีเสื้อ ผสมพันธุ์และวางไข่เองได้ต้องรับไข่ไหมจากศูนย์หม่อนไหม
แม่นิ่มกับผ้าไหมฝีมือสมาชิกกลุ่ม
แม่นิ่มกับผ้าไหมฝีมือสมาชิกกลุ่ม

สืบสานพระราชปณิธาน สู่รัชสมัยปัจจุบัน

งานส่งเสริมผ้าไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวางรากฐานไว้กว่าหกทศวรรษ ได้รับการสืบสานต่อโดย สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ซึ่งทรงอนุรักษ์ ทำนุบำรุง และต่อยอดงานหัตถกรรมและผ้าทอพื้นถิ่น เพื่อให้ราษฎรมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง และลวดลายผ้าประจำท้องถิ่นไม่สูญหายไปตามกาลเวลา ตัวอย่างพระราชกรณียกิจ ได้แก่

  • ◆ทรงเป็นแบบอย่างการแต่งกายด้วยผ้าไทย ทรงฉลองพระองค์ผ้าไหมไทยที่มีลวดลายเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นในพระราชพิธีและพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ทั้งชุดไทยพระราชนิยมและแบบร่วมสมัย
  • ◆ทรงนำผ้าไทยสู่สายตาชาวโลก ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 25–28 เมษายน พ.ศ. 2568 ทรงฉลองพระองค์ผ้าไหมแพรวาฝีมือสมาชิกศิลปาชีพบ้านโพน จังหวัดกาฬสินธุ์ และผ้าจกฝีมือสมาชิกศิลปาชีพจากหลายพื้นที่
  • ◆ทรงใส่พระทัยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ทรงออกแบบกระเป๋าถือจากเศษผ้าไหมที่เหลือจากการตัดฉลองพระองค์ เพื่อลดขยะและเพิ่มคุณค่าให้วัสดุ
  • ◆ทรงติดตามงานศิลปาชีพอย่างใกล้ชิด เช่น เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการดำเนินงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ณ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • ◆ครบ 50 ปี มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (พ.ศ. 2569) มีการจัดนิทรรศการ “Future SUPPORT” ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อถวายพระเกียรติและนำเสนอการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยสู่อนาคต

จากผีเสื้อในความทรงจำ สู่ผืนผ้าแห่งอนาคต

เรื่องราวของกลุ่มทอผ้าไหมทอแสงผีเสื้อสะท้อนให้เห็นว่า ภูมิปัญญาจะอยู่รอดได้เมื่อมีทั้ง คนในชุมชนที่ยังลงมือทำ และการสนับสนุนที่มองเห็นคุณค่า ตั้งแต่พระราชปณิธานของสมเด็จพระพันปีหลวงที่ทรงจุดประกายให้ผ้าไหมไทยมีที่ยืน มาจนถึงการสืบสานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในวันนี้

ทุกครั้งที่เราเลือกใช้ผ้าไหมทอมือ เราไม่ได้ซื้อเพียงผืนผ้า แต่กำลังช่วยให้เส้นทางจากใบหม่อนสู่ผืนผ้าเส้นนี้ยังคงดำเนินต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น

URL:
0

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากคุณยังคงใช้ไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขและนโยบายความเป็นส่วนตัว.

ยอมรับ รายละเอียด